อุปจารสมาธิ#เราไม่ลืมความตาย#การเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะ#ข้าแต่พระผ...

@pornpimontungmepol8144
#ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าเลยไปหนึ่งอสงไขยแสนกัปแต่กัปนี้ไป #ข้าพระองค์หมอบลงที่ใกล้พระบาท#ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่า #อโนมทัสสี #ปรารถนาเห็นพระองค์ #พุทธภูมิปัจเจกภูมิสาวกภูมิ#มนุษย์สมบัติสวรรค์สมบัตินิพพานสมบัติ#เธออย่าได้กล่าวคำหยาบต่อใครๆ#คนที่ถูกเธอว่ากล่าวจะกล่าวโต้ตอบเธอ#เพราะว่าถ้อยคำที่โต้เถียงกันก่อให้เกิดทุกข์#และการทำร้ายโต้ตอบกันจะมาถึงเธอ#ถ้าเธอทำตนให้นิ่งเงียบได้#เหมือนกังสดาลที่ตัดขอบปากออกแล้ว#เธอก็จะบรรลุนิพพานได้#การโต้เถียงกันก็จะไม่มีแก่เธอ#เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้น#จิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิ#เพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรคสัมมาสมาธิ#ท่านจะพูดด้วยอัปนาสมาธิด้วยฌาน๔#พวกเราตอนที่เจริญสติอยู่นี่เรียกว่าเจริญบุพพภาคมรรค#เบื้องต้นแห่งมรรคยังไม่เป็นฌานนะเราหัดเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างนี้#ถึงวันที่อริยมรรคจะเกิดจิตจะรวมเข้าฌานโดยอัตโนมัตินะ #จิตเวลาที่เกิดมรรคเกิดผล#จะไม่เกิดในจิตของคนธรรมดาที่เรียกว่ากามาวจรจิต #กามาวจรภูมิ #ไม่เป็นอย่างนั้น #จะต้องเข้าฌานนะ #เมื่อมันรวมเข้าไปแล้วมันจะเห็นสภาวะธรรมนี่#เกิดดับสองขณะหรือสามขณะแต่ละคนไม่เท่ากันนะ#ถัดจากนั้นจิตจะวางการรู้อารมณ์#ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ #สิ่งที่ห่อหุ้มปกคลุมธาตุรู้อยู่นี่ #ถูกอริยมรรคแหวกออกไป#แล้วก็มันจะไปเห็นนิพพานนะ #นิพพานไม่ใช่ว่างเปล่า#นิพพานไม่ใช่โลกๆหนึ่ง #พวกเรายังไม่เคยเห็น#เราก็วาดภาพสุดโต่งไปสองข้าง #ข้างหนึ่งก็นิพพานเป็นโลกๆหนึ่ง#พวกนี้พวกสัสตะทิฐิมีของที่เที่ยงคงที่#อีกพวกหนึ่งคิดว่านิพพานสูญไปเลย#ขณะนั้นไม่มีอะไรเหลือเลยกระทั่งสติ #พวกนี้หลงไปล่ะคิดว่านิพพานไม่มีอะไรเลย #นี่พวกอุจเฉททิฐินะ #นิพพานมีนะ #นิพพานมีสภาวะรองรับ#สภาวะของนิพพานคือสันติคือความสงบนั่นเอง#สงบจากอะไรสงบจากกิเลส#สงบจากอะไรสงบจากความปรุงแต่ง#สงบจากอะไรสงบจากการแบกหามขันธ์
แสดงน้อยลง
@pornpimontungmepol8144
#ศาสนาพุทธสอนให้เราเรียนรู้ตัวเอง#สิ่งที่เรียกว่าตัวเราคือกายกับใจ #ท่านสอนว่าถ้าเรารักสิ่งใด#เราจะทุกข์เพราะสิ่งนั้น#ถ้าเรามีสติคอยรู้ทันจิตใจของเราอยู่เรื่อยๆ#กิเลสครอบงำจิตไม่ได้ไม่ผิดศีลหรอก#วันใดที่จิตมันเดินปัญญาแก่รอบถึงขนาดนี้แล้วจิตมันจะรวมเข้าอัปปนาสมาธิรวมเองนะ #ให้มันรู้ไปเลยว่าเราเป็นลูกพระพุทธเจ้า#มีภาษิตว่าความเพียรของมนุษย์เทวดาก็กีดกันไม่ได้#ก็หมายความว่าพุทธศาสนาไม่ให้ยอมแพ้แก่โชคชะตา#ให้ใช้ความเพียรพยายามด้วยปัญญา#แล้วจะเอาชนะโชคชะตาได้๏เราต้องการผลก็ต้องทำเหตุ #วิมุตติความหลุดพ้น#ผู้มีร่างกายสุดท้าย#การเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะ#อารมณ์พระอรหันต์#มหาปรินิพพานสูตรและพระสาวกภาษิต#เวลาที่เราภาวนาพละ๕มันจะรวมกำลังขึ้นมาเป็นหนึ่ง #รวมเข้ามาที่จิตนี่เองเป็นกำลังหนุนกำลังเสริมจนกระทั่งจิตตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา#เวลาที่อริยมรรคเกิดสมาธิเต็มกำลังเต็มศีลสมาธิปัญญาเต็ม#คุณงามความดีนั้นเต็มในขณะนั้นก็จะเกิดพลังงานที่มหาศาล #อาสวกิเลสที่ห่อหุ้มจิตเอาไว้มันจะถูกแหวกออกไปขาดสะบั้นออกไป#ใครรู้สึกว่าจิตมีเปลือกบ้างลองยกมือซินี่เห็นเปลือกของมันแล้วรู้สึกไหมเหมือนติดคุกอยู่#รู้สึกไหมว่าทุกข์แค่เห็นอย่างนี้คือเห็นทุกข์แล้วนะเราจะรู้เลยจิตเราไม่มีความสุข#จิตเราไม่อิสระจิตเราติดคุกอยู่เปลือกนี้แตกตอนที่อริยมรรคเกิด#ไม่มีวิธีอื่นที่เปลือกนี้จะแตกได้เลยมีแต่ตอนที่เกิดอริยมรรค๔ครั้ง#โสดาปัตติมรรค #สกิทาคามีมรรค#อนาคามีมรรค#อรหัตตมรรค#ตอนที่เกิดมรรคนี่สิ่งที่ห่อหุ้มตัวผู้รู้อยู่จะแตกออก#จิตที่เป็นอิสระที่เป็นธาตุรู้จะเป็นอิสระขึ้นมาสว่างไสวขึ้นมา#ในพระสูตรบอกว่าอาโลโกอุทะปาทิแสงสว่างเกิดขึ้น#ทีนี้บางท่านบางองค์ในขณะที่เกิดอริยมรรค มีความสุขเกิดร่วมด้วย#ที่หลวงปู่ดูลย์เรียกว่าจิตยิ้มฉะนั้นจิตยิ้มนี่เกิดกับบางคนนะบางคนจิตไม่ยิ้ม#จิตแค่อมยิ้มเฉยๆ #บางคนจิตยิ้มอย่างแรงเลยจิตสงบสันติอันนั้นเป็นอุเบกขา#บางท่านบางองค์จิตยิ้มเบิกบานขึ้นมาอันนั้นจิตมีโสมนัส #เพราะฉะนั้นตอนที่บรรลุอริยมรรคมีเวทนา๒ชนิดคือมีโสมนัสหรือมีความสุขกับมีอุเบกขา#เกิดได้ทั้ง๒แบบเกิดชั่วขณะจิตเดียว #ถัดจากอริยมรรคที่แหวกสิ่งที่ห่อหุ้มจิตอยู่ขาดสะบั้นลงไปอริยผลจะเกิด
แสดงน้อยลง
1
@user-yd4hj9tj4g
#สิ้นเสียงสิ้นกรรมธรรมบรรลุ#ศาสนาพุทธสอนให้เราเรียนรู้ตัวเอง#สิ่งที่เรียกว่าตัวเราคือกายกับใจ #ท่านสอนว่าถ้าเรารักสิ่งใด#เราจะทุกข์เพราะสิ่งนั้น#ถ้าเรามีสติคอยรู้ทันจิตใจของเราอยู่เรื่อยๆ#กิเลสครอบงำจิตไม่ได้ไม่ผิดศีลหรอก#วันใดที่จิตมันเดินปัญญาแก่รอบถึงขนาดนี้แล้วจิตมันจะรวมเข้าอัปปนาสมาธิรวมเองนะ #ให้มันรู้ไปเลยว่าเราเป็นลูกพระพุทธเจ้า#มีภาษิตว่าความเพียรของมนุษย์เทวดาก็กีดกันไม่ได้#ก็หมายความว่าพุทธศาสนาไม่ให้ยอมแพ้แก่โชคชะตา#ให้ใช้ความเพียรพยายามด้วยปัญญา#แล้วจะเอาชนะโชคชะตาได้๏เราต้องการผลก็ต้องทำเหตุ #วิมุตติความหลุดพ้น#ผู้มีร่างกายสุดท้าย#การเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะ#อารมณ์พระอรหันต์#มหาปรินิพพานสูตรและพระสาวกภาษิต#เวลาที่เราภาวนาพละ๕มันจะรวมกำลังขึ้นมาเป็นหนึ่ง #รวมเข้ามาที่จิตนี่เองเป็นกำลังหนุนกำลังเสริมจนกระทั่งจิตตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา#เวลาที่อริยมรรคเกิดสมาธิเต็มกำลังเต็มศีลสมาธิปัญญาเต็ม#คุณงามความดีนั้นเต็มในขณะนั้นก็จะเกิดพลังงานที่มหาศาล #อาสวกิเลสที่ห่อหุ้มจิตเอาไว้มันจะถูกแหวกออกไปขาดสะบั้นออกไป#ใครรู้สึกว่าจิตมีเปลือกบ้างลองยกมือซินี่เห็นเปลือกของมันแล้วรู้สึกไหมเหมือนติดคุกอยู่#รู้สึกไหมว่าทุกข์แค่เห็นอย่างนี้คือเห็นทุกข์แล้วนะเราจะรู้เลยจิตเราไม่มีความสุข#จิตเราไม่อิสระจิตเราติดคุกอยู่เปลือกนี้แตกตอนที่อริยมรรคเกิด#ไม่มีวิธีอื่นที่เปลือกนี้จะแตกได้เลยมีแต่ตอนที่เกิดอริยมรรค๔ครั้ง#โสดาปัตติมรรค #สกิทาคามีมรรค#อนาคามีมรรค#อรหัตตมรรค#ตอนที่เกิดมรรคนี่สิ่งที่ห่อหุ้มตัวผู้รู้อยู่จะแตกออก#จิตที่เป็นอิสระที่เป็นธาตุรู้จะเป็นอิสระขึ้นมาสว่างไสวขึ้นมา#ในพระสูตรบอกว่าอาโลโกอุทะปาทิแสงสว่างเกิดขึ้น#ทีนี้บางท่านบางองค์ในขณะที่เกิดอริยมรรค มีความสุขเกิดร่วมด้วย#ที่หลวงปู่ดูลย์เรียกว่าจิตยิ้มฉะนั้นจิตยิ้มนี่เกิดกับบางคนนะบางคนจิตไม่ยิ้ม#จิตแค่อมยิ้มเฉยๆ #บางคนจิตยิ้มอย่างแรงเลยจิตสงบสันติอันนั้นเป็นอุเบกขา#บางท่านบางองค์จิตยิ้มเบิกบานขึ้นมาอันนั้นจิตมีโสมนัส #เพราะฉะนั้นตอนที่บรรลุอริยมรรคมีเวทนา๒ชนิดคือมีโสมนัสหรือมีความสุขกับมีอุเบกขา#เกิดได้ทั้ง๒แบบเกิดชั่วขณะจิตเดียว #ถัดจากอริยมรรคที่แหวกสิ่งที่ห่อหุ้มจิตอยู่ขาดสะบั้นลงไปอริยผลจะเกิด #เราต้องนึกถึงความตายอยู่ตลอดเวลา#เราไม่ลืมความตาย#พวกเราถือศีล5ก็พอแล้วศีล5ไว้ก่อนแล้วก็เชื่อกรรมเชื่อผลของกรรมอย่าเชื่ออะไรซึ่งไม่มีเหตุมีผล ชาวพุทธเราต้องมีเหตุมีผล#ถัดจากนั้นพยายามมาเรียนรู้ความจริงตรงไหนบ้างที่เรารู้สึกว่ามันคือตัวของเราดูลงไปตรงนั้นเลย#จิตหมดความปรุงแต่ง#ทางไม่เกิด#ถ้าหลุดออกจากกามภพนะก็เข้าไปรูปภพหรือว่ารูปภูมิก็คือเข้าไปสงบอยู่กับการรู้รูปเช่นรู้ลมหายใจ #จิตไม่เอาแล้วโลกข้างนอกอารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่เห็นจะมีสาระอะไร จิตมารวมลงที่อารมณ์ภายในอันเดียวอาจจะมารู้ลมหายใจอยู่อันเดียว รู้ร่างกายอยู่อันเดียว มาเพ่งรูปอยู่อันเดียวเพ่งดวงกสิณ ดวงนิมิตอยู่อันเดียว จิตเพ่งรูปอยู่เรียกว่ารูปภูมิถ้าจิตไม่อยู่ในกามภูมิ ไม่อยู่ในรูปภูมิ จิตก็ต้องเข้า อรูปภูมิ ทิ้งรูปไปแล้วไปอยู่กับนามธรรม เช่นไปอยู่กับความว่าง จิตอยู่ในความว่าง อยู่กับความไม่มีอะไรเลยเพราะงั้นที่เค้าสอนภาวนา บางคนสอนภาวนาให้ไปอยู่ในความว่าง อันนั้นเพี้ยนนะ ไม่ใช่ทางของพระพุทธเจ้า มันก็เป็นอรูปภูมิ เป็นภูมิอีกภูมิหนึ่ง เป็นภพอีกภพหนึ่งเท่านั้นเอง
แสดงน้อยลง
@user-xg7ui5lr7i
#จิตเกิดมรรคผล#อนุปาทาปรินิพพาน#ปรินิพพานมี๓คือกิเลสปรินิพพาน#ขันธปรินิพพาน#ธาตุการปรินิพพานแห่งธาตุ#เวลาที่เราภาวนาพละ๕มันจะรวมกำลังขึ้นมาเป็นหนึ่ง #รวมเข้ามาที่จิตนี่เองเป็นกำลังหนุนกำลังเสริมจนกระทั่งจิตตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา#เวลาที่อริยมรรคเกิดสมาธิเต็มกำลังเต็มศีลสมาธิปัญญาเต็ม#คุณงามความดีนั้นเต็มในขณะนั้นก็จะเกิดพลังงานที่มหาศาล #อาสวกิเลสที่ห่อหุ้มจิตเอาไว้มันจะถูกแหวกออกไปขาดสะบั้นออกไป#ใครรู้สึกว่าจิตมีเปลือกบ้างลองยกมือซินี่เห็นเปลือกของมันแล้วรู้สึกไหมเหมือนติดคุกอยู่#รู้สึกไหมว่าทุกข์แค่เห็นอย่างนี้คือเห็นทุกข์แล้วนะเราจะรู้เลยจิตเราไม่มีความสุข#จิตเราไม่อิสระจิตเราติดคุกอยู่เปลือกนี้แตกตอนที่อริยมรรคเกิด#ไม่มีวิธีอื่นที่เปลือกนี้จะแตกได้เลยมีแต่ตอนที่เกิดอริยมรรค๔ครั้ง#โสดาปัตติมรรค #สกิทาคามีมรรค#อนาคามีมรรค#อรหัตตมรรค#ตอนที่เกิดมรรคนี่สิ่งที่ห่อหุ้มตัวผู้รู้อยู่จะแตกออก#จิตที่เป็นอิสระที่เป็นธาตุรู้จะเป็นอิสระขึ้นมาสว่างไสวขึ้นมา#ในพระสูตรบอกว่าอาโลโกอุทะปาทิแสงสว่างเกิดขึ้น#ทีนี้บางท่านบางองค์ในขณะที่เกิดอริยมรรค มีความสุขเกิดร่วมด้วย#ที่หลวงปู่ดูลย์เรียกว่าจิตยิ้มฉะนั้นจิตยิ้มนี่เกิดกับบางคนนะบางคนจิตไม่ยิ้ม#จิตแค่อมยิ้มเฉยๆ #บางคนจิตยิ้มอย่างแรงเลยจิตสงบสันติอันนั้นเป็นอุเบกขา#บางท่านบางองค์จิตยิ้มเบิกบานขึ้นมาอันนั้นจิตมีโสมนัส #เพราะฉะนั้นตอนที่บรรลุอริยมรรคมีเวทนา๒ชนิดคือมีโสมนัสหรือมีความสุขกับมีอุเบกขา#เกิดได้ทั้ง๒แบบเกิดชั่วขณะจิตเดียว #ถัดจากอริยมรรคที่แหวกสิ่งที่ห่อหุ้มจิตอยู่ขาดสะบั้นลงไปอริยผลจะเกิดขึ้น #เมื่อใดบุคคลพิจารณาเห็นโลกเสมอด้วยหญ้าและไม้ด้วยปัญญา#เมื่อนั้นบุคคลนั้นย่อมไม่ยึดถือว่าเป็นของเราย่อมไม่เศร้าโศกว่าของเราไม่มี #บุคคลผู้บรรลุธรรมอันสูงสุดแล้วไม่มีความต้องการอะไรในโลกทั้งปวง#ย่อมไม่เศร้าโศกในเวลาตายดุจบุคคลออกจากเรือนที่ถูกไฟไหม้ฉะนั้น #สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งมีอยู่ในโลกนี้ก็ดี#ภพที่สัตว์ย่อมได้ในโลกนี้ก็ดีพระพุทธเจ้าแสวงหาคุณใหญ่ได้ตรัสไว้ว่าสิ่งทั้งหมดนี้ไม่เป็นอิสระ#ผู้ใดรู้แจ้งธรรมข้อนั้นเหมือนดังที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ผู้นั้นย่อมไม่ยึดถือภพใดใด#ดัง บุคคลผู้ไม่จับก้อนเหล็กแดงอันร้อนโชนฉะนั้น#เราไม่มีความคิดว่าได้มีมาแล้วจักมีต่อไปสังขารจักปราศจากไป#จะคร่ำครวญไปทำไมในเพราะสังขารนั้นเล่า #ดูกรนายโจร ความกลัวย่อมไม่มีแก่ผู้พิจารณาเห็นตามความเป็นจริง ซึ่งความเกิดขึ้นแห่งธรรมอันบริสุทธิ์ และความสืบต่อแห่งสังขารอันบริสุทธิ์ เมื่อใดบุคคลพิจารณาเห็นโลกเสมอด้วยหญ้าและไม้ด้วยปัญญา เมื่อนั้น บุคคลนั้นย่อมไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา ย่อมไม่เศร้าโศกว่า ของเราไม่มี เรารำคาญด้วยสรีระ ไม่ต้องการด้วยภพ ร่างกายนี้จักแตกไป และจักไม่มีร่างกายอื่น ถ้าท่านทั้งหลายปรารถนาจะทำกิจใดด้วยร่างกายของเรา ก็จงทำกิจนั้นเถิด ความขัดเคืองและความรักใคร่ในสรีระนั้น จักไม่มีแก่เราเพราะเหตุที่ท่านทั้งหลาย ทำกิจตามปรารถนาด้วยร่างกายของเรานั้น.โจรทั้งหลายได้ฟังคำของท่าน อันอัศจรรย์อันทำให้ขนลุกชูชันดังนั้นแล้ว จึงพากันวางศาตราวุธ แล้วกล่าวดังนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ความไม่เศร้าโศกที่ท่านได้นี้ เพราะท่านได้ทำกรรมอะไรไว้ หรือใครเป็น อาจารย์ของท่าน หรือเพราะอาศัยคำสั่งสอนของใคร พระเถระได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงได้กล่าวตอบว่า พระศาสดาผู้เป็นสัพพัญญู รู้เห็นธรรมทั้งปวง ชนะ หมู่มาร มีพระกรุณาใหญ่ ผู้รักษาพยาบาลชาวโลกทั้งปวง เป็นอาจารย์ของเรา ธรรมเครื่องให้ถึงความสิ้นอาสวะอัน ยอดเยี่ยมนี้ พระองค์ทรงแสดงไว้แล้ว ความไม่เศร้าโศก เราได้เพราะอาศัยคำสั่งสอนของพระองค์ พวกโจรฟัง ถ้อยคำอันเป็นสุภาษิตของพระเถระผู้เป็นฤาษีแล้ว พากัน วางศาสตราและอาวุธ บางพวกก็งดเว้นจากโจรกรรม บาง พวกก็ขอบรรพชา โจรเหล่านั้นครั้นได้บรรพชาในศาสนา ของพระสุคตแล้ว ได้เจริญโพชฌงค์และพลธรรม เป็น บัณฑิต มีจิตเฟื่องฟู เบิกบาน มีอินทรีย์อันอบรมดีแล้ว ได้บรรลุสันตบท คือนิพพานอันหาปัจจัยปรุงแต่งมิได้. จบอธิมุตตเถรคาถา
แสดงน้อยลง
2
@user-iw4ev1uc7x
#การบรรลุมรรคผล#ทางบรรลุธรรม#ทางของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย#วิมุตติความหลุดพ้น#ปรินิพพานมี๓คือกิเลสปรินิพพานการปรินิพพานแห่งกิเลส#ขันธปรินิพพานการปรินิพพานแห่งขันธ์ #ธาตุปรินิพพานการปรินิพพานแห่งธาตุ#ข้ามเข้ามาทวนเข้ามาถึงจิตแท้ถึงวิญญาณธาตุธาตุรู้แท้ๆแล้วธรรมธาตุตัวนี้แล้วอริยมรรคก็จะเกิด#วิมุตติความหลุดพ้น​#แนวทางบรรลุธรรม​#การเกิดอริยมรรค#ทางพระนิพพาน#ผู้ไม่มีร่องรอยจิตหลุดพ้นจากอาสวะ#ถ้าจิตเราเป็นกลางเราไม่ได้มุ่งพุทธภูมิเราไม่ได้ทำกรรมชั่วหยาบมา#จิตเราจะก้าวกระโดดเกิดอริยมรรคขึ้นมาขั้นแรกมันจะรวมลงก่อนรวมเข้าอัปปนาสมาธิ รวมเองโดยที่ไม่ได้เจตนาจะรวม ไม่ได้คิดได้ฝันที่จะรวม รวมโดยอัตโนมัติ เมื่อรวมลงมาแล้วจะเห็นสภาวธรรมเกิดดับ เกิดดับ สองขณะบ้าง สามขณะบ้าง ถัดจากนั้นจิตจะวางการรับรู้อารมณ์ ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ เมื่อทวนกระแสเข้าถึงธาตุรู้แล้วสิ่งที่ห่­­อหุ้มปิดบังจิตอยู่คือ อาสวกิเลส ทั้งหลาย สังโยชน์ทั้งหลายถูกขาดสะบั้นออกไป
แสดงน้อยลง
1
@user-xg7ui5lr7i
#การเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะ#อารมณ์พระอรหันต์#มหาปรินิพพานสูตรและพระสาวกภาษิต#เวลาที่เราภาวนาพละ๕มันจะรวมกำลังขึ้นมาเป็นหนึ่ง #รวมเข้ามาที่จิตนี่เองเป็นกำลังหนุนกำลังเสริมจนกระทั่งจิตตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา#เวลาที่อริยมรรคเกิดสมาธิเต็มกำลังเต็มศีลสมาธิปัญญาเต็ม#คุณงามความดีนั้นเต็มในขณะนั้นก็จะเกิดพลังงานที่มหาศาล #อาสวกิเลสที่ห่อหุ้มจิตเอาไว้มันจะถูกแหวกออกไปขาดสะบั้นออกไป#ใครรู้สึกว่าจิตมีเปลือกบ้างลองยกมือซินี่เห็นเปลือกของมันแล้วรู้สึกไหมเหมือนติดคุกอยู่#รู้สึกไหมว่าทุกข์แค่เห็นอย่างนี้คือเห็นทุกข์แล้วนะเราจะรู้เลยจิตเราไม่มีความสุข#จิตเราไม่อิสระจิตเราติดคุกอยู่เปลือกนี้แตกตอนที่อริยมรรคเกิด#ไม่มีวิธีอื่นที่เปลือกนี้จะแตกได้เลยมีแต่ตอนที่เกิดอริยมรรค๔ครั้ง#โสดาปัตติมรรค #สกิทาคามีมรรค#อนาคามีมรรค#อรหัตตมรรค#ตอนที่เกิดมรรคนี่สิ่งที่ห่อหุ้มตัวผู้รู้อยู่จะแตกออก#จิตที่เป็นอิสระที่เป็นธาตุรู้จะเป็นอิสระขึ้นมาสว่างไสวขึ้นมา#ในพระสูตรบอกว่าอาโลโกอุทะปาทิแสงสว่างเกิดขึ้น#ทีนี้บางท่านบางองค์ในขณะที่เกิดอริยมรรค มีความสุขเกิดร่วมด้วย#ที่หลวงปู่ดูลย์เรียกว่าจิตยิ้มฉะนั้นจิตยิ้มนี่เกิดกับบางคนนะบางคนจิตไม่ยิ้ม#จิตแค่อมยิ้มเฉยๆ #บางคนจิตยิ้มอย่างแรงเลยจิตสงบสันติอันนั้นเป็นอุเบกขา#บางท่านบางองค์จิตยิ้มเบิกบานขึ้นมาอันนั้นจิตมีโสมนัส #เพราะฉะนั้นตอนที่บรรลุอริยมรรคมีเวทนา๒ชนิดคือมีโสมนัสหรือมีความสุขกับมีอุเบกขา#เกิดได้ทั้ง๒แบบเกิดชั่วขณะจิตเดียว #ถัดจากอริยมรรคที่แหวกสิ่งที่ห่อหุ้มจิตอยู่ขาดสะบั้นลงไปอริยผลจะเกิด #เราต้องนึกถึงความตายอยู่ตลอดเวลา#เราไม่ลืมความตาย#พวกเราถือศีล5ก็พอแล้วศีล5ไว้ก่อนแล้วก็เชื่อกรรมเชื่อผลของกรรมอย่าเชื่ออะไรซึ่งไม่มีเหตุมีผล ชาวพุทธเราต้องมีเหตุมีผล#ถัดจากนั้นพยายามมาเรียนรู้ความจริงตรงไหนบ้างที่เรารู้สึกว่ามันคือตัวของเราดูลงไปตรงนั้นเลย#จิตหมดความปรุงแต่ง#ทางไม่เกิด#ถ้าหลุดออกจากกามภพนะก็เข้าไปรูปภพหรือว่ารูปภูมิก็คือเข้าไปสงบอยู่กับการรู้รูปเช่นรู้ลมหายใจ #จิตไม่เอาแล้วโลกข้างนอกอารมณ์ทางตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่เห็นจะมีสาระอะไร จิตมารวมลงที่อารมณ์ภายในอันเดียวอาจจะมารู้ลมหายใจอยู่อันเดียว รู้ร่างกายอยู่อันเดียว มาเพ่งรูปอยู่อันเดียวเพ่งดวงกสิณ ดวงนิมิตอยู่อันเดียว จิตเพ่งรูปอยู่เรียกว่ารูปภูมิถ้าจิตไม่อยู่ในกามภูมิ ไม่อยู่ในรูปภูมิ จิตก็ต้องเข้า อรูปภูมิ ทิ้งรูปไปแล้วไปอยู่กับนามธรรม เช่นไปอยู่กับความว่าง จิตอยู่ในความว่าง อยู่กับความไม่มีอะไรเลยเพราะงั้นที่เค้าสอนภาวนา บางคนสอนภาวนาให้ไปอยู่ในความว่าง อันนั้นเพี้ยนนะ ไม่ใช่ทางของพระพุทธเจ้า มันก็เป็นอรูปภูมิ เป็นภูมิอีกภูมิหนึ่ง เป็นภพอีกภพหนึ่งเท่านั้นเอง
1
@user-fn9un3gy2y
#ศีลนี่นะมันจะช่วยจัดระเบียบชีวิตของเราให้มันเรียบง่ายนะ สบายๆไม่เคร่งเครียดพอเรามีศีลแล้วนะใจเราจะอยู่กับเนื้อกับตัวง่ายใจตั้งมั่นง่าย#ถ้าเราไม่มีศีลนะวอกแวกๆคิดกลุ้มใจไปโน่นไปนี่เรื่อยๆ#ถ้ามีศีลอยู่ใจก็อยู่กับเนื้อกับตัวไปนะ พอใจอยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว#เราก็คอยตามรู้กายรู้ใจไป บางคนก็ดูกาย เห็นร่างกายเคลื่อนไหว#ใจเป็นคนดู บางคนก็ดูจิตดูใจไป#วิธีดูจิตก็คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ กระทบอารมณ์ #ความรู้สึกใดแปลกปลอมขึ้นมารู้มัน แต่รู้ด้วยความเป็นกลางนะ#มีเงื่อนไขสำคัญมาก รู้ด้วยความเป็นกลาง เช่นกิเลสเกิดขึ้นมา รู้ว่ามีกิเลส เช่น ความโกรธเกิดขึ้นรู้ว่าโกรธพอความโกรธเกิดขึ้น ใจเราไม่ชอบ ให้รู้ทันใจที่ไม่ชอบนี่นะ #ความไม่ชอบนี่คือความไม่เป็นกลาง ถ้าเมื่อไหร่ เราสามารถรู้กายรู้ใจตามความเป็นจริง ด้วยจิตใจที่ตั้งมั่น#ด้วยจิตใจที่เป็นกลางได้นะ ปัญญาแท้ๆมันจะเกิด#เห็นกายไม่ใช่เรา ใจไม่ใช่เรา มันจะเห็นว่า#ทุกสิ่งนี้เป็นของชั่วคราว ความสุข ความทุกข์ กุศล อกุศลทั้งหลายนี้เป็นของชั่วคราวทั้งหมด #เราภาวนาจนเห็นว่าทุกอย่างชั่วคราว สุข ทุกข์ ดี ชั่วทั้งหลายชั่วคราวทั้งหมด ตรงนี้แหละ ใจจะเป็นกลางกับทุกสิ่งทุกอย่าง ตัวนี้แหละคือสิ่งเรียกว่า #สังขารุเบกขาญาน จิตมีปัญญานะ#เป็นกลางกับความปรุงแต่งทั้งหลาย สุข ทุกข์ ดี ชั่วทั้งหลายนี่ #จิตเป็นกลางหมดเลย เพราะอะไร เพราะปัญญาไม่ใช่กลางเพราะการเพ่ง ไม่ใช่เป็นกลางเพราะกำหนดนะ #กำหนดแล้วเป็นกลางนี่ยังไม่ใช่ ตัวนี้ต้องเป็นกลางเพราะปัญญา#ถ้าเราตามรู้จิตใจของเราทุกวันๆ เราจะเห็นเลย #ความสุขอยู่ชั่วคราว แล้วก็หาย ความทุกข์อยู่ชั่วคราวแล้วก็หายโลภ โกรธ หลง อยู่ชั่วคราว แล้วก็หาย กุศลอยู่ชั่วคราวแล้วก็หายไป #ถ้าตามดูอย่างนี้นานๆไปนะ จิตมันยอมรับความจริงว่า#สิ่งใดเกิดขึ้นสิ่งนั้นดับไป ความสุขเกิดขึ้นจิตไม่หลงระเริง#ความทุกข์เกิดขึ้นจิตไม่กลุ้มใจ จิตมันจะเป็นกลาง#ต่อทุกสิ่งทุกอย่างที่มันไปรู้เข้า #จิตที่มันเป็นกลางต่อทุกสิ่งทุกอย่างนี่นะ ตัวนี้เป็นตัวสำคัญ #นี่คือประตูแห่งการบรรลุมรรคผล #พอมันเป็นกลางกับทุกสิ่งทุกอย่าง มันจะไม่ปรุงแต่งต่อ#อย่างถ้ามันไม่เป็นกลาง มันจะปรุงแต่งต่อ เช่น ความโกรธเกิดขึ้น #อยากให้หาย ก็ต้องหาทางทำให้หาย เห็นมั้ยปรุงแต่งต่อล่ะ#ความสุขเกิดขึ้นอยากให้อยู่นานๆ ต้องหาทางรักษา นี่ปรุงแต่งต่อ มีการทำงาน แต่ถ้ามันเห็นทุกสิ่งทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับๆ#ไม่ปรุงแต่งต่อ จิตจะพ้นจากความปรุงแต่ง ตามรู้ตามดูจนมันพอ สติ สมาธิ ปัญญาแก่รอบ จิตใจยอมรับความจริง ยอมรับไตรลักษณ์#ว่าทุกอย่างเกิดแล้วก็ดับ ถึงจุดนี้เนี่ย มันจะเป็นรอยแยก #พวกที่หวังพุทธภูมินะ ก็มีโอกาสจะเป็นพระโพธิสัตว์#ที่ได้รับคำพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า ไม่ใช่พยากรณ์จากหมอดูนะ #ต้องพยากรณ์จากพระพุทธเจ้า พวกที่ไม่ได้หวังจะเป็นพระโพธิสัตว์#แต่หวังความพ้นทุกข์นะ จิตมีโอกาสที่จะเกิดมรรคผลได้ #เวลาที่จิตจะเกิดมรรคผลนั้น จิตจะรวมเข้าอัปนาสมาธิ#เพราะฉะนั้นเวลาท่านพูดถึงองค์มรรคเนี่ย สัมมาสมาธิ #ท่านจะพูดด้วยอัปนาสมาธิ ด้วยฌาน ๔#พวกเราตอนที่เจริญสติอยู่นี่เรียกว่า เจริญบุพพภาคมรรค#เบื้องต้นแห่งมรรคยังไม่เป็นฌานนะ #เราหัดเจริญสติอยู่ในชีวิตประจำวันอย่างนี้#ถึงวันที่อริยมรรคจะเกิด#จิตจะรวมเข้าฌานโดยอัตโนมัตินะ #จิตเวลาที่เกิดมรรคเกิดผล #จะไม่เกิดในจิตของคนธรรมดา เรียกว่ากามาวจรจิต กามาวจรภูมิ#ไม่เป็นอย่างนั้นจะต้องเข้าฌานนะ เมื่อมันรวมเข้าไปแล้วมันจะเห็น #สภาวะธรรมนี่เกิดดับสองขณะหรือสามขณะ แต่ละคนไม่เท่ากันนะ#ถัดจากนั้นจิตจะวางการรู้อารมณ์ ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ #สิ่งที่ห่อหุ้มปกคลุมธาตุรู้อยู่นี่ ถูกอริยมรรคแหวกออกไป#แล้วก็มันจะไปเห็นนิพพาน
แสดงน้อยลง
@user-fn9un3gy2y
#เราก็จะเห็นเลยว่าความรู้สึกทุกอย่าง#ที่ผ่านเข้ามาในใจเราเป็นของชั่วคราว#ความรู้สึกทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในใจเรา #เป็นของที่ควบคุมไม่ได้บังคับไม่ได้เฝ้ารู้เฝ้าดูไปเรื่อยๆต่อไปปัญญามันจะเกิด มันจะรู้ว่าทุกอย่างชั่วคราว#สุขก็ชั่วคราวทุกข์ก็ชั่วคราวดีหรือชั่วก็ชั่วคราวพอมันเห็นความจริงอย่างนี้ ใจมันจะเป็นกลางมันจะไม่กระเพื่อมขึ้นกระเพื่อมลง#คนที่ภาวนาไม่เป็นเวลามีความสุขใจก็ฟูฟ่องพอความสุขหายไปก็แฟบลงไปกระเพื่อมขึ้น กระเพื่อมลง ไม่มีความสงบสุขแต่ถ้าเราอ่านใจตัวเองให้ชำนาญ เดี๋ยวก็สุข สุขก็ชั่วคราวเดี๋ยวก็ทุกข์ ทุกข์ก็ชั่วคราวต่อไปเวลามีความสุข ใจก็ไม่หลงระเริงรู้ว่ามันของชั่วคราว ปลื้มอะไรกับมันนักหนาเวลามีความทุกข์ ใจก็ไม่เศร้าหมอง รู้ว่ามันของชั่วคราวความผิดหวัง ความสมหวัง นำความสุขความทุกข์มาให้ ก็เป็นของชั่วคราวทั้งหมดพอใจเห็นความจริงตรงนี้ ใจก็เข้าสู่ความเป็นกลางด้วยปัญญาตัวนี้สำคัญมาก ใจเราเลิกปรุงแต่งตรงนี้ตรงกับคำว่าสักว่ารู้ สักว่าเห็น พวกเรานักปฏิบัติชอบพูด หมู่นี้จิตสักว่ารู้ว่าเห็นหลวงพ่อเห็นหน้าแล้ว ไม่ใช่หน้าตาอย่างนี้ ไม่สักว่ารู้ว่าเห็นวุ่นวายจะตายไป กระเพื่อมขึ้นกระเพื่อมลงตลอดเวลา ใช้ไม่ได้เพราะฉะนั้น เราไปหัดอ่านใจตัวเองมากๆกรรมฐานไม่ต้องทำอะไรเยอะ คอยอ่านใจตัวเองไปเดี๋ยวก็สุข แล้วก็ทุกข์ เดี๋ยวก็ดี เดี๋ยวก็ร้าย อ่านไปเรื่อยๆ บางคนอ่าน 7 วันก็เข้าใจแล้วว่าทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาในความรู้สึก อยู่ชั่วคราว การเฉลียวจิต#นิพพานของพระโสดาบัน#ข้ามเข้ามาทวนเข้ามาถึงจิตแท้ถึงวิญญาณธาตุธาตุรู้แท้ๆแล้วธรรมธาตุตัวนี้แล้วอริยมรรคก็จะเกิดขึ้นอาสวกิเลสที่ห่อหุ้มจิตอยู่นี้ถูกอริยมรรคแหวกออกแหวกออกทำลายออกก็ล้างกิเลสล้างในพริบตาเดียวในขณะเดียววับเดียวขาดเลย#มันคล้ายๆเปิดสวิตช์ไฟปั๊บสว่างวูบเดียวความมืดหายไปเลยนะในพริบตานั้นเลยจิตถัดจากนั้นนะจะเห็นพระนิพพานอีก๒ขณะ๓ขณะเห็นไม่เท่ากันหรอกบางคนเห็น๒ขณะบางคนเห็น๓ขณะถ้าพวกอินทรีย์กล้ามากๆก็เห็น๓ขณะพวกอินทรีย์ไม่กล้ามากก็เห็น๒ขณะเพราะฉะน้นพระอริยะในภูมิเดียวกันนะระดับเดียวกันความรู้ความเข้าใจไม่เท่ากัน ความแตกฉานอะไรอย่างนี้ไม่เท่ากัน เห็นพระนิพพาน ก็รู้ว่าพระนิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตา นิพพานไม่เคยหายไปไหน อยู่ต่อหน้าต่อตานี้แหละ แต่โง่เอง ไม่เห็นทำไมไม่เห็น มัวแต่เห็นแต่กาม มัวแต่เห็นรูปภพ มัวแต่เห็นอรูปภพ จิตไม่รู้จักปล่อย ตรงที่เขาปล่อย เขาข้ามแล้ว เขาทิ้งแล้ว ตรงโคตรภูญาณที่จิตข้ามโคตรน่ะ ข้ามจากปุถุชน มาเป็นพระอริยะ ข้ามทิ้งตรงนี้ มันทิ้งหมดเลยนะ มันทิ้งกามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ ทิ้งหมดเลย ข้ามมาสู่อริยภูมิ โลกุตรภูมิ ข้ามเอง
แสดงน้อยลง
@user-xb1me1xu1j
#ดูก่อนนายโจรทุกข์ทางใจย่อมไม่มีแก่ผู้ไม่ห่วงใยในชีวิต#ความกลัวทั้งปวงอันเราผู้สิ้นสังโยชน์ล่วงพ้นได้แล้ว#เมื่อตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพสิ้นไปแล้ว#ความกลัวตายในปัจจุบันมิได้มีด้วยประการใดประการหนึ่งเลย #ดุจบุรุษไม่กลัวความหนักเพราะวางภาระแล้วฉะนั้น#พรหมจรรย์เราประพฤติดีแล้ว#แม้ธรรมเราก็อบรมดีแล้วเราไม่มีความกลัวตาย#เหมือนบุคคลไม่กลัวโรคเพราะโรคสิ้นไปแล้วฉะนั้น#พรหมจรรย์เราประพฤติดีแล้วแม้มรรคเราก็อบรมดีแล้ว #ภพทั้งหลายอันไม่น่ายินดีเราได้เห็นแล้ว#เหมือนบุคคลดื่มยาพิษแล้วบ้วนทิ้งฉะนั้น #บุคคลผู้ถึงฝั่งแห่งภพไม่มีความถือมั่น#ทำกิจเสร็จแล้วหมดอาสวะ#ย่อมยินดีเพราะเหตุความสิ้นอายุเหมือนบุคคลพ้นแล้วจากการถูกประหารฉะนั้น #บุคคลผู้บรรลุธรรมอันสูงสุดแล้ว#ไม่มีความต้องการอะไรในโลกทั้งปวง#ย่อมไม่เศร้าโศก ในเวลาตาย #ดุจบุคคลออกจากเรือนที่ถูกไฟไหม้ฉะนั้น#สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งมีอยู่ในโลกนี้ก็ดี ภพที่สัตว์ได้อยู่ในโลก นี้ก็ดี พระพุทธเจ้าผู้แสวงหาคุณใหญ่ได้ตรัสไว้ว่า สิ่ง ทั้งหมดนี้ไม่เป็นอิสระ ผู้ใดรู้แจ้งธรรมข้อนั้น เหมือนดัง ที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ ผู้นั้นย่อมไม่ยึดถือภพไร ๆ ดังบุคคลผู้ไม่จับก้อนเหล็กแดงอันร้อนโชนฉะนั้น เราไม่มี ความคิดว่า ได้มีมาแล้ว จักมีต่อไป สังขารจักปราศจาก ไป จะคร่ำครวญไปทำไมในเพราะสังขารนั้นเล่า. ดูก่อนนายโจร ความกลัวย่อมไม่มีแก่ผู้พิจารณาเห็น ตามความเป็นจริง ซึ่งความเกิดขึ้นแห่งธรรมอันบริสุทธิ์ และความสืบต่อแห่งสังขารอันบริสุทธิ์ เมื่อใดบุคคล พิจารณาเห็นเสมอด้วยหญ้าและไม้ด้วยปัญญา เมื่อ นั้น บุคคลนั้นย่อมไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา ย่อมไม่เศร้า โศกว่า ของเราไม่มี เรารำคาญด้วยสรีระ เราไม่ต้อง- การด้วยภพ ร่างกายนี้จักแตกไป และจักไม่มีร่างกาย อื่น ถ้าท่านทั้งหลายปรารถนาจะทำกิจใดด้วยร่างกายของ เรา ก็จงทำกิจนั้นเถิด ความขัดเคืองและความรักใคร่ใน ร่างกายนั้น จักไม่มีแก่เรา เพราะเหตุที่ท่านทั้งหลายทำ กิจตามปรารถนาด้วยร่างกายของเรานั้น. โจรทั้งหลายได้ ฟังคำของท่านอันน่าอัศจรรย์ ทำให้ขนลุกชูชัน จึงพา กันวางศาสตราวุธ แล้วกล่าวดังนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ความไม่เศร้าโศกที่ท่านได้นี้ เพราะท่านได้ทำกรรมอะไร ไว้ หรือใครเป็นอาจารย์ของท่าน หรือเพราะอาศัยคำสั่ง สอนของใคร. พระเถระได้ฟังดังนั้นแล้ว จึงได้กล่าวตอบว่า พระศาสดาผู้เป็นสัพพัญญู รู้เห็นธรรมทั้งปวง ชนะ หมู่มาร มีพระกรุณาใหญ่ ผู้รักษาพยาบาลชาวโลกทั้งปวง เป็นอาจารย์ของเรา ธรรมเครื่องให้ถึงความสิ้นอาสวะอัน ยอดเยี่ยมนี้ พระองค์ทรงแสดงไว้แล้ว ความไม่เศร้าโศก เราได้เพราะอาศัยคำสั่งสอนของพระองค์ พวกโจรฟัง ถ้อยคำอันเป็นสุภาษิตของพระเถระผู้เป็นฤาษีแล้ว พากัน วางศาสตราและอาวุธ บางพวกก็งดเว้นจากโจรกรรม บาง พวกก็ขอบรรพชา โจรเหล่านั้นครั้นได้บรรพชาในศาสนา ของพระสุคตแล้ว ได้เจริญโพชฌงค์และพลธรรม เป็น บัณฑิต มีจิตเฟื่องฟู เบิกบาน มีอินทรีย์อันอบรมดีแล้ว ได้บรรลุสันตบท คือนิพพานอันหาปัจจัยปรุงแต่งมิได้. จบอธิมุตตเถรคาถา
แสดงน้อยลง
@user-bo5xz3we5x
#พระธรรมเทศนาโดยพระราชพรหมยานเถระ#วิมุตติความหลุดพ้น#เมื่อใดบุคคลพิจารณาเห็นโลกเสมอด้วยหญ้าและไม้ด้วยปัญญา#เมื่อนั้นบุคคลนั้นย่อมไม่ยึดถือว่าเป็นของเราย่อมไม่เศร้าโศกว่าของเราไม่มี #บุคคลผู้บรรลุธรรมอันสูงสุดแล้วไม่มีความต้องการอะไรในโลกทั้งปวงย่อมไม่เศร้าโศกในเวลาตายดุจบุคคลออกจากเรือนที่ถูกไฟไหม้ฉะนั้น #สิ่งใดสิ่งหนึ่งซึ่งมีอยู่ในโลกนี้ก็ดีภพที่สัตว์ย่อมได้ในโลกนี้ก็ดีพระพุทธเจ้าแสวงหาคุณ อันใหญ่ได้ตรัสไว้ว่าสิ่งทั้งหมดนี้ไม่เป็นอิสระ#ผู้ใดรู้แจ้งธรรมข้อนั้น เหมือนดังที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ผู้นั้นย่อมไม่ยึดถือภพอะไร ดัง บุคคลผู้ไม่จับก้อนเหล็กแดงอันร้อนโชน ฉะนั้น เราไม่ได้มีความคิดว่า ได้มีมาแล้ว จักมีต่อไป หรือสังขารจักปราศจากไป จะคร่ำครวญไปทำไมในเพราะสังขารนั้นเล่า ดูกรนายโจร ความกลัวย่อมไม่มีแก่ผู้พิจารณาเห็นตามความเป็นจริง ซึ่งความเกิดขึ้นแห่งธรรมอันบริสุทธิ์ และความสืบต่อแห่งสังขารอันบริสุทธิ์ เมื่อใดบุคคลพิจารณาเห็นโลกเสมอด้วยหญ้าและไม้ด้วยปัญญา เมื่อนั้น บุคคลนั้นย่อมไม่ยึดถือว่าเป็นของเรา ย่อมไม่เศร้าโศกว่า ของเราไม่มี เรารำคาญด้วยสรีระ ไม่ต้องการด้วยภพ ร่างกายนี้จักแตกไป และจักไม่มีร่างกายอื่น ถ้าท่านทั้งหลายปรารถนาจะทำกิจใดด้วยร่างกายของเรา ก็จงทำกิจนั้นเถิด ความขัดเคืองและความรักใคร่ในสรีระนั้น จักไม่มีแก่เราเพราะเหตุที่ท่านทั้งหลาย ทำกิจตามปรารถนาด้วยร่างกายของเรานั้น.โจรทั้งหลายได้ฟังคำของท่าน อันอัศจรรย์อันทำให้ขนลุกชูชันดังนั้นแล้ว จึงพากันวางศาตราวุธ แล้วกล่าวดังนี้ว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ความไม่เศร้าโศกที่ท่านได้นี้ เพราะท่านได้ทำกรรมอะไรไว้ หรือใครเป็น อาจารย์ของท่าน หรือเพราะอาศัยคำสั่งสอนของใคร #การเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะ#อารมณ์พระอรหันต์#มหาปรินิพพานสูตรและพระสาวกภาษิต#เวลาที่เราภาวนาพละ๕มันจะรวมกำลังขึ้นมาเป็นหนึ่ง #รวมเข้ามาที่จิตนี่เองเป็นกำลังหนุนกำลังเสริมจนกระทั่งจิตตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา#เวลาที่อริยมรรคเกิดสมาธิเต็มกำลังเต็มศีลสมาธิปัญญาเต็ม#คุณงามความดีนั้นเต็มในขณะนั้นก็จะเกิดพลังงานที่มหาศาล #อาสวกิเลสที่ห่อหุ้มจิตเอาไว้มันจะถูกแหวกออกไปขาดสะบั้นออกไป#ใครรู้สึกว่าจิตมีเปลือกบ้างลองยกมือซินี่เห็นเปลือกของมันแล้วรู้สึกไหมเหมือนติดคุกอยู่#รู้สึกไหมว่าทุกข์แค่เห็นอย่างนี้คือเห็นทุกข์แล้วนะเราจะรู้เลยจิตเราไม่มีความสุข#จิตเราไม่อิสระจิตเราติดคุกอยู่เปลือกนี้แตกตอนที่อริยมรรคเกิด#ไม่มีวิธีอื่นที่เปลือกนี้จะแตกได้เลยมีแต่ตอนที่เกิดอริยมรรค๔ครั้ง#โสดาปัตติมรรค #สกิทาคามีมรรค#อนาคามีมรรค#อรหัตตมรรค#ตอนที่เกิดมรรคนี่สิ่งที่ห่อหุ้มตัวผู้รู้อยู่จะแตกออก#จิตที่เป็นอิสระที่เป็นธาตุรู้จะเป็นอิสระขึ้นมาสว่างไสวขึ้นมา#ในพระสูตรบอกว่าอาโลโกอุทะปาทิแสงสว่างเกิดขึ้น#ทีนี้บางท่านบางองค์ในขณะที่เกิดอริยมรรค มีความสุขเกิดร่วมด้วย#ที่หลวงปู่ดูลย์เรียกว่าจิตยิ้มฉะนั้นจิตยิ้มนี่เกิดกับบางคนนะบางคนจิตไม่ยิ้ม#จิตแค่อมยิ้มเฉยๆ #บางคนจิตยิ้มอย่างแรงเลยจิตสงบสันติอันนั้นเป็นอุเบกขา#บางท่านบางองค์จิตยิ้มเบิกบานขึ้นมาอันนั้นจิตมีโสมนัส #เพราะฉะนั้นตอนที่บรรลุอริยมรรคมีเวทนา๒ชนิดคือมีโสมนัสหรือมีความสุขกับมีอุเบกขา#เกิดได้ทั้ง๒แบบเกิดชั่วขณะจิตเดียว #ถัดจากอริยมรรคที่แหวกสิ่งที่ห่อหุ้มจิตอยู่ขาดสะบั้นลงไปอริยผลจะเกิด
แสดงน้อยลง
@user-iw4ev1uc7x
#การเจริญมรณะสติเพื่อความสิ้นอาสวะ#บางคนจิตยิ้มอย่างแรงเลยจิตสงบสันติอันนั้นเป็นอุเบกขา #ในพระสูตรบอกว่าอาโลโกอุทะปาทิแสงสว่างเกิดขึ้น #เพราะฉะนั้นตอนที่บรรลุอริยมรรคมีเวทนา๒ชนิดคือมีโสมนัสหรือมีความสุขกับมีอุเบกขา#สิ้นเสียงสิ้นกรรมธรรมบรรลุ#ศาสนาพุทธสอนให้เราเรียนรู้ตัวเอง#สิ่งที่เรียกว่าตัวเราคือกายกับใจ #ท่านสอนว่าถ้าเรารักสิ่งใด#เราจะทุกข์เพราะสิ่งนั้น#ถ้าเรามีสติคอยรู้ทันจิตใจของเราอยู่เรื่อยๆ#กิเลสครอบงำจิตไม่ได้ไม่ผิดศีลหรอก#วันใดที่จิตมันเดินปัญญาแก่รอบถึงขนาดนี้แล้วจิตมันจะรวมเข้าอัปปนาสมาธิรวมเองนะ #ให้มันรู้ไปเลยว่าเราเป็นลูกพระพุทธเจ้า#มีภาษิตว่าความเพียรของมนุษย์เทวดาก็กีดกันไม่ได้#ก็หมายความว่าพุทธศาสนาไม่ให้ยอมแพ้แก่โชคชะตา#ให้ใช้ความเพียรพยายามด้วยปัญญา#แล้วจะเอาชนะโชคชะตาได้๏เราต้องการผลก็ต้องทำเหตุ#วิมุตติความหลุดพ้น#ผู้มีร่างกายสุดท้าย#การเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะ#อารมณ์พระอรหันต์#มหาปรินิพพานสูตรและพระสาวกภาษิต#เวลาที่เราภาวนาพละ๕มันจะรวมกำลังขึ้นมาเป็นหนึ่ง #รวมเข้ามาที่จิตนี่เองเป็นกำลังหนุนกำลังเสริมจนกระทั่งจิตตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา#เวลาที่อริยมรรคเกิดสมาธิเต็มกำลังเต็มศีลสมาธิปัญญาเต็ม#คุณงามความดีนั้นเต็มในขณะนั้นก็จะเกิดพลังงานที่มหาศาล #อาสวกิเลสที่ห่อหุ้มจิตเอาไว้มันจะถูกแหวกออกไปขาดสะบั้นออกไป#ใครรู้สึกว่าจิตมีเปลือกบ้างลองยกมือซินี่เห็นเปลือกของมันแล้วรู้สึกไหมเหมือนติดคุกอยู่#รู้สึกไหมว่าทุกข์แค่เห็นอย่างนี้คือเห็นทุกข์แล้วนะเราจะรู้เลยจิตเราไม่มีความสุข#จิตเราไม่อิสระจิตเราติดคุกอยู่เปลือกนี้แตกตอนที่อริยมรรคเกิด#ไม่มีวิธีอื่นที่เปลือกนี้จะแตกได้เลยมีแต่ตอนที่เกิดอริยมรรค๔ครั้ง#โสดาปัตติมรรค #สกิทาคามีมรรค#อนาคามีมรรค#อรหัตตมรรค#ตอนที่เกิดมรรคนี่สิ่งที่ห่อหุ้มตัวผู้รู้อยู่จะแตกออก#จิตที่เป็นอิสระที่เป็นธาตุรู้จะเป็นอิสระขึ้นมาสว่างไสวขึ้นมา#ในพระสูตรบอกว่าอาโลโกอุทะปาทิแสงสว่างเกิดขึ้น#ทีนี้บางท่านบางองค์ในขณะที่เกิดอริยมรรค มีความสุขเกิดร่วมด้วย#ที่หลวงปู่ดูลย์เรียกว่าจิตยิ้มฉะนั้นจิตยิ้มนี่เกิดกับบางคนนะบางคนจิตไม่ยิ้ม#จิตแค่อมยิ้มเฉยๆ #บางคนจิตยิ้มอย่างแรงเลยจิตสงบสันติอันนั้นเป็นอุเบกขา#บางท่านบางองค์จิตยิ้มเบิกบานขึ้นมาอันนั้นจิตมีโสมนัส #เพราะฉะนั้นตอนที่บรรลุอริยมรรคมีเวทนา๒ชนิดคือมีโสมนัสหรือมีความสุขกับมีอุเบกขา#เกิดได้ทั้ง๒แบบเกิดชั่วขณะจิตเดียว #ถัดจากอริยมรรคที่แหวกสิ่งที่ห่อหุ้มจิตอยู่ขาดสะบั้นลงไปอริยผลจะเกิด #เราต้องนึกถึงความตายอยู่ตลอดเวลา#เราไม่ลืมความตาย#พวกเราถือศีล5ก็พอแล้วศีล5ไว้ก่อนแล้วก็เชื่อกรรมเชื่อผลของกรรมอย่าเชื่ออะไรซึ่งไม่มีเหตุมีผล ชาวพุทธเราต้องมีเหตุมีผล#ถัดจากนั้นพยายามมาเรียนรู้ความจริงตรงไหนบ้างที่เรารู้สึกว่ามันคือตัวของเราดูลงไปตรงนั้นเลย
แสดงน้อยลง
@user-yd4hj9tj4g
#การรู้แจ้งอริยสัจ#ธงชัยของพระอรหันต์#ท่านปุกกุสาติตอบว่า#ดูกรท่านผู้มีอายุมีพระสมณโคดมผู้ศากยบุตรสด็จออกจากศากยราชสกุลทรงผนวชแล้ว #ก็พระโคดมผู้มีพระภาคพระองค์นั้นแลมีกิตติศัพท์ฟุ้งไปงามอย่างนี้ว่า แม้เพราะเหตุดังนี้ๆ #พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นเป็นผู้ไกลจากกิเลส รู้เองโดยชอบ ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ ดำเนินไปดี รู้แจ้งโลก เป็นสารถีผู้ฝึกบุรุษที่ควรฝึกอย่างหาคนอื่นยิ่งกว่ามิได้ เป็นครูของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้ตื่นแล้ว เป็นผู้แจกธรรม ดังนี้ ข้าพเจ้า บวชอุทิศพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น และพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น เป็นศาสดา ของข้าพเจ้า ข้าพเจ้าชอบใจธรรมของพระผู้มีพระภาคพระองค์นั้น #การบรรลุมรรคผลของมนุษย์#ข้ามเข้ามาทวนเข้ามาถึงจิตแท้ถึงวิญญาณธาตุธาตุรู้แท้ๆแล้วธรรมธาตุตัวนี้แล้วอริยมรรคก็จะเกิด#วิมุตติความหลุดพ้น​#แนวทางบรรลุธรรม​#การเกิดอริยมรรค#ทางพระนิพพาน#ผู้ไม่มีร่องรอยจิตหลุดพ้นจากอาสวะ#ถ้าจิตเราเป็นกลางเราไม่ได้มุ่งพุทธภูมิเราไม่ได้ทำกรรมชั่วหยาบมา#จิตเราจะก้าวกระโดดเกิดอริยมรรคขึ้นมาขั้นแรกมันจะรวมลงก่อนรวมเข้าอัปปนาสมาธิ #รวมเองโดยที่ไม่ได้เจตนาจะรวมไม่ได้คิดได้ฝันที่จะรวมรวมโดยอัตโนมัติ #เมื่อรวมลงมาแล้วจะเห็นสภาวธรรมเกิดดับเกิดดับสองขณะบ้างสามขณะบ้าง #ถัดจากนั้นจิตจะวางการรับรู้อารมณ์ ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้#เมื่อทวนกระแสเข้าถึงธาตุรู้แล้วสิ่งที่ห่­­อหุ้มปิดบังจิตอยู่คืออาสวกิเลสทั้งหลาย สังโยชน์ทั้งหลายถูกขาดสะบั้นออกไป
1
@pornpimontungmepol8144
#อริยมรรคจะต้องเกิดอยู่ในรูปภูมิหรืออรูปภูมินะ #จะเกิดอยู่ตรงนั้น #ไปล้างกันตรงนั้น #จิตจะเข้าฌานอัตโนมัติ #พอจิตเข้าฌานแล้วคราวนี้สติระลึกรู้อยู่ที่จิตนะ #ไม่ได้เจตนาระลึก มันรู้เอง #เพราะมันไม่แส่ส่ายออกไปที่ตาหูจมูกลิ้นกายใจ #ไม่แส่ส่ายไปในความคิด ก็หยุดลงที่จิตดวงเดียว สติหยั่งลงที่จิต จิตตั้งมั่นอยู่ที่จิต #เพราะงั้นสมาธินี่เต็มสมบูรณ์แล้ว ตั้งมั่นอยู่ที่จิต สติสมบูรณ์แล้ว ระลึกอยู่ที่จิต #ปัญญาสมบูรณ์แล้ว เห็นความเป็นจริงทุกสิ่งที่อย่างที่เคลื่อนไหวอยู่ในจิตนะ ตรงนี้แหละจิตจะไหวตัวขึ้นมาสองสามขณะ คือปรุงขึ้นมานะแต่ไม่รู้ว่าคิดอะไร #ไม่รู้ว่าปรุงอะไร #มีความปรุงแต่งเกิดขึ้นแต่ไม่รู้ว่าปรุงอะไร #จะเห็นแต่ว่าสิ่งบางสิ่งเกิดขึ้นแล้วสิ่งนั้นดับไป จะเห็นอย่างนี้เอง เห็นเอง #ถัดจากนั้นนะจิตจะรู้เลยมันไม่มีสาระอะไร จิตมันจืดนะ มันไม่เอาอีกแล้ว #ก็แค่เห็นความปรุงภายในจิตผุดขึ้น พอเห็นความปรุงภายในจิตผุดขึ้นสองสามขณะ #ความเห็นกลางอย่างแท้จริงเลย รู้อย่างเป็นกลางอย่างแท้จริงไม่ปรุงต่อนะ จิตจะวาง #พอมันวางแล้วมันจะทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ วางจิตแล้วทวนกระแสเข้าหาธาตุรู้ #ธาตุรู้ก็จิตนั่นแหละ มันเป็นจิตอีกอย่างหนึ่ง #พอจิตดวงเก่ามันดับไป จิตที่อยู่ในภพภูมิต่างๆมันดับไป #มันทวนกระแสเข้าหาจิตที่เหนือภพเหนือภูมิ ทวนกระแสเข้ามา #ขณะที่มันปล่อยวางจิตดวงเดิมนะ แล้วก็ทวนเข้ามาแต่ยังไม่ถึงธาตุรู้นะ คาบลูกคาบดอก #ไม่ได้เกาะขันธ์แล้วนะ แต่ก็ยังเข้ามาไม่ถึงตัวธาตุรู้ ไม่ถึงอมตะธาตุอมตะธรรม ไม่ถึงพระนิพพาน #ธาตุรู้ไม่ใช่พระนิพพานนะ แต่ธาตุรู้ไปเห็นพระนิพพาน ต้องแยกให้ออก #มันยังทวนไม่ถึงธาตุรู้ ไม่ใช่ปุถุชน ไม่ใช่พระอริยะ #ทำไมไม่ใช่ปุถุชน เพราะมันปล่อยขันธ์แล้ว ขันธ์สุดท้ายที่มันปล่อยก็คือจิตการเข้ามรรค ไม่ยากนัก โดยเฉพาะ#โสดาปัตติมรรค จริงๆ การเข้าโสดาเป็นแค่การเริ่มประจักษ์แจ้งว่าสิ่งทั้งปวงไม่เป็นตนจริง ๆ ต้องเรียกว่าดับ#สักกายทิฏฐิ สักกายทิฏฐิคือมีทัศนคติ หรือมีความเห็นว่า สิ่งนั้นเป็นตน สิ่งนี้เป็นตน นั่นคือสักกายทิฏฐิเป็น#เรื่องของความคิดเห็นในทัศนคติ แต่ถ้าดับความคิดเห็นตัวนี้ได้สนิทแน่นอน ไม่มีวันกำเริบอีก บรรลุธรรมแล้ว ทันทีที่#ดับได้หนึ่งตัว ดับตัวนี้ได้แน่นอน เข้ามรรค ถ้าจะเข้าผล ก็จะต้องละวิจิกิจฉา ความลังเลสงสัยใน#ความบริสุทธิ์ #ในพระนิพพาน #ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ #พอละความลังเลสงสัยได้ #ศรัทธาจะเต็ม ศรัทธาจะเต็มเปี่ยมมาก #พอศรัทธาเต็มเปี่ยมแล้วเอาศรัทธานี่แหละมา #calibrate #วิถีชีวิตของเราให้อยู่ในครรลองธรรม #ทันทีที่ได้สองตัวนี้ต่อเนื่องมาอีก ก็เข้าผล #เป็นโสดาปัตติผล ทีนี้ในทุกขั้นตอน #โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนแรกของการเกิดมรรค กับขั้นตอนของผล ทั้ง 3 ทั้ง 4 คือโสดา สกทา #อนาคา #อรหัตผล จะไม่ใช่เฉพาะการ transform ทางจิตใจเท่านั้น #จะมีการปรับเปลี่ยนทางร่างกายขนานใหญ่ด้วย#เมื่อเรา #transform ไปสู่มรรคก็ดี หรือ #transform ไปสู่ผลก็ดี #จิตมันจะเปลี่ยนไปแบบไม่กลับ จะมีกระบวนการ#ล้างร่างกายครั้งใหญ่ #บางคนอาจจะถ่ายออกมามาก #อย่างเป็นไปไม่ได้ในภาวะปรกติ #มันล้างขันธ์ #บางคนอาจจะ#มีอาการเหมือนอะไรในใจมันขาด #มันขาดเหมือนกับเชือกถูกดึงให้ขาด #บางคนมีอาการระเบิดอยู่ภายใน #คือสิ่งที่เราอัดอั้นสะสมไว้ มันถูกทลายออกไป สะสมไว้เป็นอะไร #เป็นอารมณ์ เป็นตัวตน #ซึ่งมันไม่ได้มีอยู่จริงพวกนี้ เป็น#แค่เราไปยึด ๆ ยึด ๆ รวม ๆ #กันไว้มันเลยเป็นกลุ่มก้อนความรู้สึก #แล้วสิ่งเหล่านี้มันถูกระเบิดออกไป #หรือทำให้มันขาดไป #พอสิ่งเหล่านี้ขาดไป หรือสลายไป #มันก็เลยมีผลกระทบไปที่ ร่างกาย #เพราะกายนี้เป็นไปตามอำนาจใจ
แสดงน้อยลง
@pornpimontungmepol8144
#การเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะ#ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าเลยไปหนึ่งอสงไขยแสนกัปแต่กัปนี้ไป#ข้าพระองค์หมอบลงที่ใกล้พระบาทของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าอโนมทัสสี #ปรารถนาเห็นพระองค์#นิพพานของพระโสดาบัน#ข้ามเข้ามาทวนเข้ามาถึงจิตแท้ถึงวิญญาณธาตุธาตุรู้แท้ๆแล้วธรรมธาตุตัวนี้แล้วอริยมรรคก็จะเกิดขึ้นอาสวกิเลสที่ห่อหุ้มจิตอยู่นี้ถูกอริยมรรคแหวกออกแหวกออกทำลายออกก็ล้างกิเลสล้างในพริบตาเดียวในขณะเดียววับเดียวขาดเลย#มันคล้ายๆเปิดสวิตช์ไฟปั๊บสว่างวูบเดียวความมืดหายไปเลยนะในพริบตานั้นเลยจิตถัดจากนั้นนะจะเห็นพระนิพพานอีก๒ขณะ๓ขณะเห็นไม่เท่ากันหรอกบางคนเห็น๒ขณะบางคนเห็น๓ขณะถ้าพวกอินทรีย์กล้ามากๆก็เห็น๓ขณะพวกอินทรีย์ไม่กล้ามากก็เห็น๒ขณะเพราะฉะน้นพระอริยะในภูมิเดียวกันนะระดับเดียวกันความรู้ความเข้าใจไม่เท่ากัน ความแตกฉานอะไรอย่างนี้ไม่เท่ากัน เห็นพระนิพพาน ก็รู้ว่าพระนิพพานอยู่ต่อหน้าต่อตา นิพพานไม่เคยหายไปไหน อยู่ต่อหน้าต่อตานี้แหละ แต่โง่เอง ไม่เห็นทำไมไม่เห็น มัวแต่เห็นแต่กาม มัวแต่เห็นรูปภพ มัวแต่เห็นอรูปภพ จิตไม่รู้จักปล่อย ตรงที่เขาปล่อย เขาข้ามแล้ว เขาทิ้งแล้ว ตรงโคตรภูญาณที่จิตข้ามโคตรน่ะ ข้ามจากปุถุชน มาเป็นพระอริยะ ข้ามทิ้งตรงนี้ มันทิ้งหมดเลยนะ มันทิ้งกามภูมิ รูปภูมิ อรูปภูมิ ทิ้งหมดเลย ข้ามมาสู่อริยภูมิ โลกุตรภูมิ ข้ามเอง #การเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะ#อารมณ์พระอรหันต์#มหาปรินิพพานสูตรและพระสาวกภาษิต#เวลาที่เราภาวนาพละ๕มันจะรวมกำลังขึ้นมาเป็นหนึ่ง #รวมเข้ามาที่จิตนี่เองเป็นกำลังหนุนกำลังเสริมจนกระทั่งจิตตั้งมั่นเด่นดวงขึ้นมา#เวลาที่อริยมรรคเกิดสมาธิเต็มกำลังเต็มศีลสมาธิปัญญาเต็ม#คุณงามความดีนั้นเต็มในขณะนั้นก็จะเกิดพลังงานที่มหาศาล #อาสวกิเลสที่ห่อหุ้มจิตเอาไว้มันจะถูกแหวกออกไปขาดสะบั้นออกไป#ใครรู้สึกว่าจิตมีเปลือกบ้างลองยกมือซินี่เห็นเปลือกของมันแล้วรู้สึกไหมเหมือนติดคุกอยู่#รู้สึกไหมว่าทุกข์แค่เห็นอย่างนี้คือเห็นทุกข์แล้วนะเราจะรู้เลยจิตเราไม่มีความสุข#จิตเราไม่อิสระจิตเราติดคุกอยู่เปลือกนี้แตกตอนที่อริยมรรคเกิด#ไม่มีวิธีอื่นที่เปลือกนี้จะแตกได้เลยมีแต่ตอนที่เกิดอริยมรรค๔ครั้ง#โสดาปัตติมรรค #สกิทาคามีมรรค#อนาคามีมรรค#อรหัตตมรรค#ตอนที่เกิดมรรคนี่สิ่งที่ห่อหุ้มตัวผู้รู้อยู่จะแตกออก#จิตที่เป็นอิสระที่เป็นธาตุรู้จะเป็นอิสระขึ้นมาสว่างไสวขึ้นมา#ในพระสูตรบอกว่าอาโลโกอุทะปาทิแสงสว่างเกิดขึ้น#ทีนี้บางท่านบางองค์ในขณะที่เกิดอริยมรรค มีความสุขเกิดร่วมด้วย#ที่หลวงปู่ดูลย์เรียกว่าจิตยิ้มฉะนั้นจิตยิ้มนี่เกิดกับบางคนนะบางคนจิตไม่ยิ้ม#จิตแค่อมยิ้มเฉยๆ #บางคนจิตยิ้มอย่างแรงเลยจิตสงบสันติอันนั้นเป็นอุเบกขา#บางท่านบางองค์จิตยิ้มเบิกบานขึ้นมาอันนั้นจิตมีโสมนัส #เพราะฉะนั้นตอนที่บรรลุอริยมรรคมีเวทนา๒ชนิดคือมีโสมนัสหรือมีความสุขกับมีอุเบกขา#เกิดได้ทั้ง๒แบบเกิดชั่วขณะจิตเดียว #ถัดจากอริยมรรคที่แหวกสิ่งที่ห่อหุ้มจิตอยู่ขาดสะบั้นลงไปอริยผลจะเกิด
แสดงน้อยลง
@user-mf3nv1ys1w
#พระอรหันต์ #พระนิพพาน #พระโสดาบัน #การเข้าผลสมาบัติ#เป็นการเการบรรลุมรรคผลในมนุษย์ข้าอยู่ในอารมณ์พระนิพพาน#ที่ได้มาจากอริยผลญาณ #อันบังเกิดแล้วแก่ตน #เพื่อเสวยโลกุตตรสุข #ซึ่งเป็นความสงบสุขที่พึงเห็น #ประจักษ์ได้ในปัจจุบัน #พระนิพพาน ที่เป็นอารมณ์ของผลสมาบัตินั้นมีชื่อ ๓ ชื่อหรือมี ๓ อาการคือ ๑. #อนิมิตตนิพพาน หมายถึงว่า ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่มัคคผลนั้น เพราะเห็นความ ไม่เที่ยง อันปราศจากนิมิตเครื่องหมาย คือ อนิจจัง โดยบุญญาธิการแต่ปางก่อน แรงด้วยสีล เมื่อเข้าผลสมาบัติก็คงมีอนิมิตตนิพพาน เป็นอารมณ์ ๒. #อัปปณิหิตนิพพาน หมายถึงว่า ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่มัคคผลนั้น เพราะเห็นความ ทนอยู่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปรไป อันหาเป็น ปณิธิ ที่ตั้งไม่ได้ คือทุกขัง โดยบุญญาธิ การแต่ปางก่อนแรงด้วยสมาธิ เมื่อเข้าผลสมาบัติ ก็คงมี อัปปณิหิตนิพพาน เป็น อารมณ์ ๓. #ญตนิพพาน หมายถึงว่า ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่มัคคผลนั้น เพราะเห็นความ ไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้ อันเป็นความว่างเปล่า คืออนัตตา โดยบุญญาธิการ แต่ปางก่อนแรงด้วยปัญญา เมื่อเข้าผลสมาบัติ ก็คงมี สุญญตนิพพาน เป็นอารมณ์ #บุคคลที่เข้าผลสมาบัติได้ต้องเป็นพระอริยบุคคล คือเป็น พระโสดาบัน พระ สกทาคามี พระอนาคามี หรือ พระอรหันต์ ส่วนปุถุชนจะเข้าผลสมาบัติไม่ได้เลย เป็นอันขาด #พระอริยเจ้าที่จะเข้าผลสมาบัติ ก็เข้าได้เฉพาะอริยผลที่ตนได้ ที่ตนถึงครั้ง สุดท้ายเท่านั้น แม้อริยผลที่ตนได้และผ่านพ้นมาแล้วก็ไม่สามารถจะเข้าได้ กล่าวคือ #พระโสดาบัน ก็เข้าผลสมาบัติได้แต่ โสดาปัตติผล #พระสกทาคามี ก็เข้าผลสมาบัติได้แต่ สกทาคามีผล เท่านั้น จะเข้าโสดา ปัตติผล ซึ่งถึงแม้ว่าตนจะเคยได้เคยผ่านเคยพ้นมาแล้ว ก็หาได้ไม่ #พระอนาคามี ก็เข้าผลสมาบัติได้แต่เฉพาะ อนาคามีผล #พระอรหันต์ ก็เข้าผลสมาบัติได้แต่ อรหัตตผลโดยเฉพาะเช่นกัน #พระอริยบุคคล ผู้จะเข้าผลสมาบัติ กิจเบื้องต้นก็จะต้องตั้งความปรารถนาว่า จะเข้าผลสมาบัติเป็นเวลา .... (ตามความประสงค์ที่จะเข้าอยู่สักกี่ชั่วโมง หรือกี่วัน) ขอให้ผลจิตที่เคยปรากฏมาแล้วนั้น จงบังเกิดขึ้นตามความปรารถนานี้เถิด #ขณะที่ตั้งความปรารถนา(อธิษฐาน) นี้ กามจิตอันเป็นมหากุสลญาณสัมปยุตต สำหรับพระอริยเบื้องต่ำ ๓ หรือ กามจิตอันเป็นมหากิริยาญาณสัมปยุตต สำหรับ พระอรหันต์ก็เกิด มีวิถีจิตซึ่งเรียกว่า #อธิฏฐานวิถี ดังนี้ น ท มโน ช ช ช ช ช ช ช #ต่อจากอธิฏฐานวิถี #ก็เจริญวิปัสสนาภาวนา #ไตรลักษณ์แห่งรูปนามเป็น อารมณ์ #เริ่มแต่อุทยัพพยญาณเป็นต้นไป #ผลจิตก็จะเกิด วิถีจิตนี้ชื่อว่า ผลสมา บัติวิถี มีวิถีดังนี้ น ท มโน อนุโลม อนุโลม อนุโลม อนุโลม ผล ผล ผล ฯลฯ ฯลฯ อนุโลม ๔ ขณะ #สำหรับมันทบุคคล หรืออนุโลม ๓ ขณะ #สำหรับติกขบุคคล ต่อจากอนุโลม #ผลจิตก็เกิดเรื่อยไปเป็นจำนวนมากมาย ไม่สามารถที่จะประมาณได้ #จนครบกำหนดเวลาที่ตนปรารถนาไว้ #ผลจิตจึงจะหยุดเกิด แล้วก็เป็นภวังคจิตต่อไป ตาม อนึ่ง #จิตในผลสมาบัติวิถีนี้ ไม่เรียกว่า บริกรรม อุปจาระ อนุโลม โคตรภู เหมือนอย่างในมัคควิถี แต่เรียก #อย่างเดียวทั้ง ๔ ขณะ เพราะผลสมาบัติวิถี นี้ #ไม่ได้ทำการประหารกิเลส เหมือนอย่างในมัคควิถี เป็นแต่จิต ๔ ดวงนี้เกิดขึ้น #เพื่ออนุโลมให้จิตถึงพระนิพพาน หรือให้แนบแน่นในอารมณ์พระนิพพาน
แสดงน้อยลง
@pornpimontungmepol8144
//set timer1 toggle at xHz TCCR1A = 0;// set entire TCCR1A register to 0 TCCR1B = 0;// same for TCCR1B TCNT1 = 0;//initialize counter value to 0 ICR1 = 1 ; // set TOP OCR1A = 0 ; // set duty cycle TCCR1A |= ( 1 << COM1A1 ) | (1 << WGM11) ; // wg mode 14 TCCR1B |= (1 << WGM12) | (1 << WGM13); // prescaler 1 TCCR1B |= (1 << CS10) ;
แสดงน้อยลง
@pornpimontungmepol8144
#include <TimerOne.h> //UNO only void setup() { pinMode(9,OUTPUT); pinMode(10,OUTPUT); Timer1.initialize(100); // Frequency, 100us = 10khz, 10 >>>------> 100KHz Timer1.pwm(9,512); // 50% DC on pin 9 //Timer1.pwm(10,255); // 25% DC on pin 10 // D.C. // 10KHz // You can use 2 to 1023 // 0 & 1 gives a constant LOW // 1024 gives a constant HIGH // 2 gives ~125ns HIGH pulses // 1023 gives ~125ns low pulses // 512 gives 50us } void loop() { }
แสดงน้อยลง
@user-pf9jc3pj6m
#ชาตินี้เป็นชาติสุดท้ายของพวกเรา #ที่เจ้าหนี้คือกิเลสมันตามทวง มีอะไรบ้าง #มันก็มารวมทวงกันชาตินี้แหละ ตัดใจเสียนะลูกรัก #คิดว่าเรารวมใช้หนี้มันเท่าที่เราจะพึงมี #มันอยากทวงก็เชิญให้มันทวง#เราจะยอมลำบากเพียงชาตินี้ชาติเดียว #ต่อไปเราพ้นภัย คือเข้านิพพานกันก็หมดเรื่อง จงคิดว่าขณะนี้เรากำลังถูกเจ้าหน้าที่ใช้งานเราเพื่อลบล้างหนี้ เมื่อหนี้หมด เรามีความสุข คิดอย่างนี้ใจจะสบาย... #มีความรู้สึกอยู่เสมอว่า #โลกไม่มีความสุข เอาอะไรแน่นอนไม่ได้ #อะไรเกิดขึ้น ถือว่าเป็นเรื่องธรรมดา "ช่างมัน" ต่อสู้กับมันโดยธรรมจนกว่าจะสิ้นลมปราณ #ใจจะมีอารมณ์เป็นสุข#จากหนังสือ พ่อสอนลูก เล่มที่ ๓ หน้าที่ ๔ โดย...หลวงพ่อพระราชพรหมยาน คัดลอกโดย ด.ญ. ปุณยนุช ขจรนิธิพร #ความตายไม่มีนิมิตเครื่องหมาย#ในกัปที่๙๑แต่ภัทรกัปนี้ #เราได้ถวายผลไม้ใดในกาลนั้น ด้วยการถวายผลไม้นั้น#เราไม่รู้จักทุคติเลย #นี้เป็นผลแห่งการถวายผลไม้. #เราเผากิเลสทั้งหลายแล้ว ฯลฯ #คำสอนของพระพุทธเจ้า เรากระทำสำเร็จแล้ว ดังนี้#ออกจากสังสารวัฏ#จะมีกระบวนการล้างร่างกายครั้งใหญ่#บางคนอาจจะถ่ายออกมามากอย่างเป็นไปไม่ได้ใน#ภาวะปรกติ#วิมุตติความหลุดพ้น#ปรินิพพานมี๓คือกิเลสปรินิพพานการปรินิพพานแห่งกิเลส#ขันธ#ปรินิพพาน#การปรินิพพานแห่งขันธ์ #ธาตุปรินิพพานการปรินิพพานแห่งธาตุ#ข้ามเข้ามาทวนเข้ามาถึงจิตแท้ถึง##วิญญาณธาตุธาตุรู้แท้ๆแล้วธรรมธาตุตัวนี้แล้ว#อริยมรรคก็จะเกิด#วิมุตติความหลุดพ้น​#แนวทางบรรลุธรรม​#การเกิดอริยมรรค#ทางพระนิพพาน#ผู้ไม่มีร่องรอยจิตหลุดพ้นจากอาสวะ#ถ้าจิตเราเป็นกลาง#เราไม่ได้มุ่งพุทธภูมิ#เราไม่ได้ทำกรรมชั่วหยาบมา#จิตเราจะก้าวกระโดดเกิดอริยมรรคขึ้นมา #ขั้นแรกมันจะรวมลงก่อนรวมเข้าอัปปนาสมาธิ #รวมเองโดยที่ไม่ได้เจตนาจะรวม #ไม่ได้คิดได้ฝันที่จะรวม รวมโดยอัตโนมัติ #เมื่อรวมลงมาแล้วจะเห็นสภาวธรรมเกิดดับ เกิดดับ สองขณะบ้าง สามขณะบ้าง #ถัดจากนั้นจิตจะวางการรับรู้อารมณ์#ทวนกระแสเข้ามาหาธาตุรู้ #เมื่อทวนกระแสเข้าถึงธาตุรู้แล้วสิ่งที่ห่­­อหุ้มปิดบังจิตอยู่คือ อาสวกิเลส ทั้งหลาย #สังโยชน์ทั้งหลายถูกขาดสะบั้นออกไป#กิเลสปรินิพพาน ได้มีที่โพธิบัลลังก์#ขันธปรินิพพาน ได้มีที่กรุงกุสินารา #ธาตุปรินิพพาน จักมีในอนาคตจักมีอย่างไร คือครั้งนั้น #ธาตุทั้งหลายที่ไม่ได้รับสักการะ และสัมมานะในที่นั้นๆ ก็ไปสู่ที่ๆ มีสักการะ และสัมมานะ #ด้วยกำลังอธิษฐานของพระพุทธเจ้าทั้งหลาย. เมื่อกาลล่วงไป สักการะและสัมมานะก็ไม่มีในที่ทั้งปวง #วลาพระศาสนาเสื่อมลง #พระธาตุทั้งหลายในตามพปัณณิทวีปนี้ จักประชุมกัน #แล้วไปสู่มหาเจดีย์จากมหาเจดีย์ ไปสู่นาคเจดีย์ แต่นั้นจักไปสู่โพธิบัลลังก์ #พระธาตุทั้งหลายจากนาคพิภพบ้าง จากเทวโลกบ้าง จากพรหมโลกบ้าง จักไปสู่#โพธิบัลลังก์แห่งเดียว. #พระธาตุแม้ประมาณเท่าเมล็ดพันธุ์ผักกาดจักไม่หายไปในระหว่าง. #พระธาตุทั้งหมดจักประชุมกันที่ #มหาโพธิมัณฑสถานแล้ว #รวมเป็นพระพุทธรูป แสดงพุทธสรีระประทับนั่งขัดสมาธิ ณ #โพธิมัณฑสถาน มหาปุริสลักษณะ ๓๒ อนุพยัญชนะ ๘๐ พระรัศมีประมาณวาหนึ่ง #ทั้งหมดครบบริบูรณ์ทีเดียว.#แต่นั้นจักการทำปาฏิหาริย์แสดง เหมือน#ในวันแสดงยมกปาฏิหาริย์. ในกาลนั้น ชื่อว่า สัตว์ผู้เป็นมนุษย์ ไม่มีไปในที่นั้น. #ก็เทวดาในหมื่นจักรวาฬ ประชุมกันทั้งหมด #พากันครวญคร่ำรำพันว่า #วันนี้พระทสพลจะปรินิพพาน จำเดิมแต่บัดนี้ไป จักมีแต่ความมืด. #ลำดับนั้น เตโชธาตุลุกโพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ #ทำให้พระสรีระนั้นถึงความหาบัญญัติมิได้. #เปลวไฟที่โพลงขึ้นจากพระสรีรธาตุ #พลุ่งขึ้นจนถึงพรหมโลก #เมื่อพระธาตุแม้สักเท่าเมล็ดพรรณผักกาดยังมีอยู่ ก็จักมีเปลวเพลิงอยู่เปลวหนึ่งเท่านั้น #เมื่อพระธาตุหมดสิ้นไปเปลวเพลิงก็จักขาดหายไป. #พระธาตุทั้งหลายแสดงอานุภาพใหญ่อย่างนี้แล้ว ก็อันตรธานไป. #ในกาลนั้น หมู่เทพกระทำสักการะด้วยของหอม #ดอกไม้และดนตรีทิพย์เป็นต้น #เหมือนในวันที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายปรินิพพาน กระทำปทักษิณ ๓ ครั้ง ถวายบังคมแล้ว กราบทูลว่า #ข้าแต่พระผู้มีพระภาคเจ้า พวกข้าพระองค์ #จักได้เห็นพระพุทธเจ้าผู้เสด็จอุบัติขึ้นในอนาคต ดังนี้แล้ว ก็กลับไปที่อยู่ของตนๆ นี้ ชื่อว่า #อันตรธานแต่งพระธาตุ

ความคิดเห็น

โพสต์ยอดนิยมจากบล็อกนี้

ครูของเทวดาและมนุษย์

นักดนตรีข้างถนนในประเทศเพื่อนบ้าน พม่า สามแดนโลกธาตุ#หาที่จะหยั่งเท้าลงไม่ได้เลย#การบรรลุมรรคผล#จิตมันจะเปลี่ยนไปแบบไม่กลับ#จะมีกระบวนการ​#ถ้าฉันเป็นนารายณ์จะร่ายเวทย์#อันเรืองเดชศักดิ์สิทธิ์และรักษา#สันติสุข #สันติธรรม #นำประชา#เจริญผาสุขสันต์นิรันดร#ถ้าฉันเป็นพิฆเนศวิเศษสุทธิ์#จะรีบรุดนำวิชามาสั่งสอน#ใส่เชิงศิลป์#พิณเพลงบรรเลงพร​#ทั้งกาพย์กลอนรื่นเริงเชิงกวี...#ถ้าฉันเป็นพระอินทร์ถวิลไว้#จะสั่งให้วิสุทกรรมนำสุขี#ลงมาสร้างเคหาทุกธานี#ให้ท่านมีสุขเท่าเจ้าเมืองบน...#ถ้าฉันเป็นกามเทพเทวบุตร#จะฉวยฉุดสอยบุบผาเป็นห่าฝน​#ชโลมลูบจูบดวงใจให้ทุกคน#เป็นสุขล้นทุกข์สลายมลายไป... #แต่นี่ฉันใช่เป็นเช่นกล่าวอ้าง#สุดหนทางที่จะทำดังคำไข#จึงขอเขียนบทกลอน#อันอำไพเพื่อเตือนใจ​#เตือนตนทุกคนเอย#สวัสดิรักษา#อย่าเล่นกับไฟ#ไกลกังวล #ดนตรีชีวิต #ผิดเป็นครู #ภูเขาหิน #เรื่องกินเรื่องใหญ่ #ไฟในอย่านำออก #ความหลอกลวง #บ่วงความรัก#สลักจิต #สันติรส #ถ่มน้ำลายรถฟ้า #ก่ิ้งก่าได้ทอง #ครองสันติสุข#สามแดนโลกธาตุ#หาที่จะหยั่งเท้าลงไม่ได้เลย#จิตใจที่แห้งสนิทจึงจะหลุดพ้น#ความหลุดพ้น #วันปิดสามแดนโลกธาตุ​#ถ้ารู้ว่าเราหลงทางเราจะกลับบ้านถูก#อริยสัจ4#การเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะ #การเข้าผลสมาบัติ#เป็นการเข้าอยู่ในอารมณ์พระนิพพาน#ที่ได้มาจากอริยผลญาณ #อันบังเกิดแล้วแก่ตน #เพื่อเสวยโลกุตตรสุข #ซึ่งเป็นความสงบสุขที่พึงเห็น #ประจักษ์ได้ในปัจจุบัน #พระนิพพาน ที่เป็นอารมณ์ของผลสมาบัตินั้นมีชื่อ ๓ ชื่อหรือมี ๓ อาการคือ ๑. ​#อนิมิตตนิพพาน หมายถึงว่า ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่มัคคผลนั้น เพราะเห็นความ ไม่เที่ยง อันปราศจากนิมิตเครื่องหมาย คือ อนิจจัง โดยบุญญาธิการแต่ปางก่อน แรงด้วยสีล เมื่อเข้าผลสมาบัติก็คงมีอนิมิตตนิพพาน เป็นอารมณ์ ๒. #อัปปณิหิตนิพพาน หมายถึงว่า ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่มัคคผลนั้น เพราะเห็นความ ทนอยู่ไม่ได้ ต้องเปลี่ยนแปรไป อันหาเป็น ปณิธิ ที่ตั้งไม่ได้ คือทุกขัง โดยบุญญาธิ การแต่ปางก่อนแรงด้วยสมาธิ เมื่อเข้าผลสมาบัติ ก็คงมี อัปปณิหิตนิพพาน เป็น อารมณ์ ๓. ​#ญตนิพพาน หมายถึงว่า ผู้ที่ก้าวขึ้นสู่มัคคผลนั้น เพราะเห็นความ ไม่ใช่ตัวตน บังคับบัญชาไม่ได้ อันเป็นความว่างเปล่า คืออนัตตา โดยบุญญาธิการ แต่ปางก่อนแรงด้วยปัญญา เมื่อเข้าผลสมาบัติ ก็คงมี สุญญตนิพพาน เป็นอารมณ์TH ข้ามการนำทาง ค้นหา รูปโปรไฟล์ 2:18 / 4:21 พระอรหันต์ #ผ้าขี้ริ้วห่อทอง#การบรรลุมรรคผลของมนุษย์#ท่าพระโคดม#ทางบรรลุธรรม#ทางข้ามภพ#คติของอนาคามี

การเจริญมรณสติเพื่อความสิ้นอาสวะ